| วิธีการเลือกซื้อผ้าม่านที่ถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 1
ม่าน ที่นิยมใช้กับอาคารบ้านเรือนโดยทั่วไปมักจะทำด้วยผ้า
หรือวัสดุสิ่งทอ มีการตัดเย็บให้เป็นรูปแบบและขนาดต่าง
ๆ มากมายตามความนิยม โดยส่วนใหญ่จะจับจีบหรือรูดเพื่อให้สวยงามและสอดคล้องกับลักษณะการเปิด
ปิดม่านนั้น
ขั้นตอนที่ 2
ม่านที่ทำด้วยวัสดุอื่น ๆ เช่น โลหะเคลือบสีพลาสติก
หรือเส้นใยอัดเป็นแผ่นคล้ายผ้า (NON WOVEN TEXTILE)
นำมาทำเป็นแผ่นแบนเรียงซ้อนกันเป็นเกล็ดที่เรียกว่า
BLIND ซึ่งมีทั้งเกล็ดแนวตั้ง และเกล็ดแนวนอน ม่านบังแสงประเภทนี้สามารถควบคุมปริมาณแสงได้โดยการปรับมุมเอียงของแถบม่านมีความสะดวกในการใช้มาก
แต่รูปแบบอาจดูแข็งกระด้าง จึงเหมาะกับอาคารประเภทสำนักงานซึ่งต้องการรูปแบบการตกแต่งที่เรียบง่ายทันสมัย
แต่ก็สามารถใช้ในบ้านได้หากต้องการ เพราะมีลวดลาย
และสีสันมากพอสมควร ทั้งสีต่าง ๆ และลวดลายดอกไม้
ฯลฯ แต่การเช็ดทำความสะอาด ไม่สะดวกนัก และอาจเสียหายได้ถ้าโยกย้ายบ่อย
ๆ
ขั้นตอนที่ 3
ม่านที่วัสดุประเภทอื่น ๆ อีก เช่น วัสดุจากธรรมชาติโดยตรง
ได้แก่ มู่ลี่ไม้ เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วม่านที่ทำด้วยผ้าจะเหมาะที่สุดสำหรับใช้ในบ้านเรือน
เพราะทำได้หลากหลายรูปแบบ และลวดลายสีสัน การดูแลรักษาความสะอาดทำได้ง่ายสามารถซักล้างได้
และให้บรรยากาศที่อบอุ่น
ขั้นตอนที่ 4
หากบริเวณนั้นมีแสงแดดส่องมาก และเป็นเวลานาน ก็ควรเลือกม่านที่มีลักษณะค่อนข้างทึบแสง
มีความหนาพอสมควรที่จะบดบังแสงไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาได้
อาจจำเป็นต้องมีม่าน 2 ชั้น ซึ่งชั้นนอกจะเป็นผ้าชนิดพิเศษที่ทึบและสะท้อนแสงออกสู่ด้านนอกที่เรียกว่า
Back Out ก็จะช่วยลดความร้อน และแสงได้มาก ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้เครื่องปรับอากาศลงได้
แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับทำเพิ่มขึ้น
ขั้นตอนที่ 5
แต่ถ้าบริเวณที่ติดม่านไม่มีแสงส่องโดยตรงมากนัก
ก็อาจใช้เป็นผ้าม่านที่มีลักษณะโปร่ง ประเภทผ้าทอลายลูกไม้ต่าง
ๆ หรือผ้าที่มีเนื้อโปร่ง เพื่อลดปริมาณแสงลงเพียงบางส่วน
ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น มีการระบายอากาศได้ดี และยังให้ความสวยงามดูนุ่มนวลด้วย
แสงแดดมีผลอย่างมากต่ออายุการใช้งาน และความคงทนของสีผ้าม่าน
ขั้นตอนที่ 6
ผ้าบางชนิด เช่น ผ้าไหม และผ้าที่มีสีสดมาก ๆ ไม่เหมาะที่จะใช้ทำผ้าม่านในบริเวณที่ถูกแสงมาก
เพราะสีจะซีดจางและเส้นใยผ้าจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
หากต้องการใช้ก็ควรจะทำม่าน 2 ชั้น ส่วนม่านบังแสงหรือ
BLIND นั้น สามารถติดตั้งโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณแสง
เพราะผลิตมาเพื่อป้องกันและทนทานต่อแสงอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นหน้าต่างที่ต้องการเปิดให้ลมพัดผ่านนั้นไม่ค่อยเหมาะที่จะเลือกใช้ม่านชนิดนี้
เพราะ ลมจะตีกระแทกหรือขูดกับผนังทำให้เกิดเสียงดัง
และเกิดรอยขูดขีดเสียหายได้ จึงเหมาะที่จะใช้เพื่อบังแสงสำหรับหน้าต่างที่ปิดเช่นในห้องที่ปรับอากาศมากกว่า
ขั้นตอนที่ 7
รูปแบบการตกแต่งห้อง และเครื่องเรือนที่ใช้ ควรเลือกให้รูปแบบหรือสไตล์สอดคล้องไปด้วยกัน
เช่น ถ้าตกแต่งห้องด้วยสไตล์โมเดิร์น ก็อาจใช้ลักษณะ
Blind ที่ดูเรียบง่าย เน้นสีสันได้ดี หรือจะเป็นผ้าม่านทรงเรียบ
ๆ เท่ห์ ๆ ก็ได้ แต่ถ้าเป็นสไตล์ หรูหรา แบบยุโรป
ก็ควรเลือกม่านที่มีการจับจีบ การทำกล่องม่าน การจีบระบาย
หรือทำเฟื่องประดับบนม่านเพื่อให้ดูสวยงามมีรูปแบบเข้ากันได้
ขั้นตอนที่ 8
รูปแบบหน้าต่างเช่น หน้าต่างโค้ง ควรใช้ม่านยาวจรดพื้นตลอดแนวของผนัง
หรือถ้าจะติดเฉพาะบานหน้าต่าง ควรติดตั้งบริเวณใต้ฐานโค้ง
ปล่อยให้ส่วนที่เหลือเป็นทางผ่านของแสง และถ้าหน้าต่างรูปทรงสวยเห็นว่าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ผ้าม่าน
หน้าต่างบานเกล็ดใช้ได้กับม่านทุกชนิด คงขึ้นอยู่กับความชอบและดีไซน์ในห้องนั้นมากกว่า
หน้าต่างแบบบานเลื่อนใช้ได้กับม่านทุกชนิด แต่ก็ควรติดคิ้วม่าน
เพื่อให้ดูสูงขึ้น หน้าต่างบานกระจกที่กว้างยาวตลอดแนวของผนังใช้ได้กับม่านทุกชนิด
ขั้นตอนที่ 9
หน้าต่างที่มีมุขยื่นเข้าไปในผนังทั้งที่เป็นรูปเหลี่ยมและรูปโค้ง
ม่านที่ใช้ควรเป็นม่านจับจีบที่ยาวจรดพื้น แต่ถ้าต้องการเพียงพรางแสงบ้าง
ก็ใช้ม่านแบบม่านบังตาสั้น ๆ มาติดไว้ในแต่ละบานของหน้าต่าง
ส่วนการรักษาความสะอาดผ้าม่าน ผ้าม่านปกติจะซักได้
แต่ผ้าบางชนิดจำเป็นต้องซักแห้ง ถ้าให้ดีควรสอบถามผู้ขายไว้ก่อน
ขั้นตอนที่ 10
งบประมาณที่มีอยู่ หากมีงบประมาณจำกัดก็ควรเลือกแบบม่านที่เรียบง่าย
เพราะถ้าแบบหรูหรามากก็ต้องใช้ผ้าปริมาณมาก และราคาค่าฝีมือในการทำก็สูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับรูปแบบการตกแต่ง หรือ
DESIGN เป็นสำคัญ ม่านที่มีการออกแบบที่ดี สวยงาม
เหมาะสมกับการตกแต่งห้องนั้นอาจไม่จำเป็นต้องราคาแพงเลย
หรือโทรหาเรา “ไหมทองผ้าม่าน” เรามีคำตอบสำหรับคุณ
บริการวัดพื้นที่และประเมินราคาถึงบ้านท่าน ฟรี!!!!
ออกแบบ ตัดเย็บ ติดตั้งผ้าม่าน ให้งดงามดังใจ ในงบที่คุณกำหนดได้
โทร. 08-1883-5837, 08-6420-6354
http://www.maithongcurtain.com
|